ในยุคที่โทรศัพท์มือถือกลายเป็นมือที่สามของเรา การส่งความรู้สึกผ่านตัวอักษรก่อนที่จะบันทึกลงบนกระดาษ แล้วสอดเข้าไปในซองบรรจงใช้ลิ้นเลียปิดผนึกและติดแสตมป์เพื่อใช้เป็นใบเบิกทางให้จดหมายไปถึงจุดหมายปลายทาง โดยไม่ลืมที่จะเขียนชื่อที่อยู่ของผู้ที่เราต้องการส่งไปถึงให้ถูกต้องเพื่อไม่ให้จดหมายของเราหลงทางไปติดค้างอยู่ที่อื่น
ฉันจำได้ว่าเขียนจดหมายครั้งสุดท้ายเมื่อสามปีก่อน ช่วงเวลาสามปีกับจดหมายไม่กี่ฉบับเป็นระยะห่างที่ค่อนข้างยาวนาน แต่ก็ไม่ใช่ว่าฉันจะไม่ได้ติดต่อสื่อสารกับใครเลยเสียที่เดียว อาจเป็นเรื่องโชคดีที่บังเอิญเราทั้งหลายเกิดมาในยุคที่อะไรก็ตามล้วนกลายเป็นความรวดเร็วไปเสียทั้งหมด การคิดถึงใครสักคนหนึ่งแล้วต้องมานั่งลงเขียนความรู้สึก มันก็อาจดูโบราณขัดกับยุคสมัยไปมากโขและไม่ทันใจวัยรุ่นเลือดร้อนฉ่าอย่างเราๆ
อย่าว่าแต่วัยรุ่นเลย สมัยนี้แม้แต่คนแก่อยากจะกินหมากก็แค่ยกหูโทรศัพท์โทรบอกลูกหลานให้ซื้อมาฝากเสียก็สิ้นเรื่อง มันไม่ใช่เรื่องตลกแต่เรื่องแบบนี้มีจริงๆ ไม่เห็นเป็นเรื่องแปลก อยากได้อะไรแค่ยกเจ้ามือที่สามขึ้นมากดเลขสิบหลักแล้วรอให้ปลายทางรับสาย เราสามารถบรรจงกลอกความรู้สึกทั้งหมดทั้งมวลอันชวนขนลุกฝากไปกับคนแปลกหน้าอย่างคลื่นได้ง่ายแค่ปลายนิ้ว
แต่ก็นั่นแหล่ะ ขึ้นชื่อว่าเทคโนโลยี มันมีข้อดีร้อยแปดพันประการมันก็ย่อมต้องมีข้อเสียดังเงาสะท้อน ภายใต้ความรวดเร็วทันใจยังมีสิ่งหนึ่งทีแอบอยู่เงียบๆ มันมักตื่นขึ้นมาทุกครั้งที่เรากดโทร.ออกเพื่อค่อยๆ เก็บเอาเงินค่าโทรอย่างไม่รีบร้อน มันทำหน้าที่ได้อย่างสม่ำเสมอไม่ขาดตกบกพร่องในช่วงเวลาที่เปลี่ยนจากวินาทีเป็นนาที และจากนาทีเป็นชั่วโมง แน่นอนว่านที่ได้ผลประโยชน์มากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นบริษัทผู้ให้บริการสัญญาณโทรศัพท์ที่คุณใช้อยู่ทุกวันนี้
เสียเงินค่าโทร.อย่างเดียวยังไม่พอ ต้องเสียค่าไปในการชาร์จแบตเตอรี่ เสียค่ายาเอาไว้รักษาโรคปากหวานเกินลิมิต รวมทั้งโรคอันจะเกิดจากการคุยโทรศัพท์นานเกินหนึ่งชั่วโมง ทำให้ต้องเสียเงินเสียทองวิ่งไปหาหมอรักษาอีก
การกลับมานั่งลงเขียนจดหมายอีกครั้งหนึ่งถึงจะเป็นเรื่องเก่า แต่ในความเก่านั้นมันก็เต็มไปด้วยความงดงาม บริสุทธิ์ และซื่อสัตย์ การได้ใช้ความคิดตริตรองก่อนที่จะเขียนความรู้สึกลงบนกระดาษที่เราบรรจงเลือกลวดลายที่คิดว่าสวยงามที่สุดสำหรับผู้ที่เราเขียนถึง มันช่วยให้ความรู้สึกที่ค่อนข้างจะธรรมดากลายเป็นเรื่องพิเศษที่แสนประทับใจได้ ถึงแม้ข้อเสียของการส่งจดหมายคือความเชื่องช้าที่แม้ว่าระยะทางใกล้กันก็อาจใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสามวันในการส่งจดหมายถึงมือผู้รับ
แต่เชื่อเถอะว่าในความเชื่องช้า อืดอาด ไม่ทันใจ คุณค่าของเจ้าจดหมายที่ส่งไปมันจะค่อยๆสะสมให้มากขึ้นไปตามระยะเวลากว่าจดหมายจะถึงจุดหมาย ขณะที่เราใจจดใจจ่อว่าสิ่งที่เราส่งจะถึงมือผู้รับโดยไม่ร่วงหล่นหายไป คนที่รอรับจดหมายจากเราก็กำลังสะสมความตื่นเต้นและความรู้สึกอยากจะได้รับจดหมายมากที่สุด และเมื่อจดหมายจากผู้ส่งถึงมือผู้รับแล้วรอยยิ้มแห่งความดีใจมันจะมีมากกว่าการได้ยกหูโทรศัพท์ขึ้นรับสายเป็นหลายเท่า
คุณจะไม่มีวันสัมผัสถึงความรู้สึกของการส่งและรับจดหมาย หากคุณไม่เคยได้เป็นคนเขียนจ่าหน้าซองพร้อมใช้ลิ้นเลียติดแสตมป์ก่อนหย่อนจดหมายนั้นลงตู้ไปรษณีย์สีแดง หรือคุณจะไม่สามารถสัมผัสได้หรอกว่าการได้เห็นจดหมายซองเล็กน่ารักจากคนไกลนอนสงบเงียบอยู่ในตู้รับจดหมายหน้าบ้าน การได้ค่อยๆแกะหรือฉีกอย่างรีบร้อน ตามแต่สไตล์ของใครของมันเพื่อที่จะอ่านข้อความข้างในจดหมาย เป็นเรื่องที่บรรยายออกมาเป็นตัวอักษรไม่ได้ จนกว่าคุณจะได้สัมผัสความรู้สึกเหล่านั้นด้วยตัวของคุณเอง
อย่ามองแต่เพียงว่าการส่งจดหมายนั้นเป็นเรื่องเฉิ่มเชยและล้าสมัย ในยุคที่อะไรๆก็เปลี่ยนแปลงไปหมดไม่เว้นแม้กระทั่งจิตใจของมนุษย์เอง การได้กลับไปโหยหาอดีตเป็นเรื่องเล็กน้อยที่จะทำให้หัวใจคุณมีรอยยิ้มได้ในวันที่มืดมัวที่สุด บางครั้งมันอาจทำให้คุณเผลอยิ้มโดยที่ไม่รู้สึกตัวก็เป็นได้
ดังนั้น ฉันขอเวลาสักประเดี๋ยวเพื่อไปเขียนจดหมายถึงใครสักคนหนึ่ง ซึ่งเมื่อคิดถึงเขาที่ไรฉันเป็นต้องเผลอยิ้มทุกทีก่อนนะคะ
วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2550
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
2 ความคิดเห็น:
เฮ้อ...บล็อกเงียบเหงาจัง ช่วยเข้ามาอ่านบ้างเด้คับพี่น้อง ป๋มอยู่คนเดียวป๋มเหงานะเฟ้ย.ย.ย.ย.ย
บางครั้งเราก็อาจหลงลืมสิ่งที่ดีไปจริงๆๆ
แสดงความคิดเห็น